บันทึกการท่องเที่ยว รัสเซีย กับวันที่แดดออก ท้องฟ้าสดใส
เผยแพร่เมื่อมีนาคม 2557
รัสเซีย เป็นอีกประเทศที่มีแสงแดด และท้องฟ้าแจ่มใส เพียงแค่ 60 วันต่อปี แล้วจะมีใครรู้ไหมว่า เบื้องหลัง
ความยิ่งใหญ่ของผู้นำจักรวรรดิสหภาพโซเวียต รัสเซียในอดีต...จนถึงวาระการล่มสลายของระบบชาร์... ยังมีสิ่งมหัศจรรย์ให้เราเข้าไปสัมผัสกับความงาม เช่น สถานที่ท่องเที่ยว แหล่งสถาปัตยกรรม ศิลปะและ
วัฒนธรรมอื่นๆ อีกมากมาย
บันทึกการเดินทางในทริปนี้ มีคำถามเกี่ยวกับประเทศรัสเซีย สาธารณรัฐที่ใหญ่ที่สุด ที่สามารถผ่าน
ช่วงวันเวลา อันโหดร้ายของสงครามโลก ครั้งที่ 2 แต่ยังคงเก็บรักษา ศิลปะและสถาปัตยกรรมบาโรก
ของนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กพระราชวังที่ยิ่งใหญ่ และสวยงามที่สุดของโลก ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็น
"ราชินีแห่งยุโรปเหนือ" นครที่เป็นเมืองหลวงเก่าของรัสเซียยาวนานกว่า 200 ปี ณ วันนี้ความงามก็ไม่เคย
จืดจางหายไปเลย
MOSCOW- Saint Petersburg เดินทางต่อเนื่องถึง 3 ต่อกันเลยทีดียว แต่เที่ยวสุดท้าย ไม่รู้จะเรียกว่า
โชคดีรึป่าว เพราะเราได้มีโอกาสนั่งเครื่องรุ่นคลาสสิก ของรัสเซียซึ่งเสียงดังมาก เพราะลักษณะปีกของ
เครื่องบินอยู่สูงกว่าปกติ มีไอพ่นที่อยู่ระดับเดียวกับผู้โดยสาร แปลกไปอีกแบบหนึ่ง เราเดินทางบินมาถึง
ท่าอากาศยาน "ปุกคาวา" เวลาประมาณ 4 ทุ่มกว่าๆ ค่อนข้างเพลียมากๆ เราต้องเข้านอนตั้งแต่ 5 ทุ่ม
ซึ่งท้องฟ้าที่รัสเซียยังคงสลัวๆ เพราะถึงจะเป็นต้นเดือนสิงหาคม แต่ก็ยังจัดว่าอยู่ในช่วงฤดูร้อนของ
รัสเซียนั่นเอง
วันที่สองของบันทึกการเดินทาง เราตื่นกันแต่เช้านี้ พร้อมกับอากาศที่บริสุทธิ์ สดชื่น อ้อ..ลืมบอกไปว่า
ในช่วงฤดูร้อน ของเวลาที่ประเทศรัสเซียจะเดินช้ากว่าประเทศไทย อยู่ประมาณ 3 ช.ม. ระหว่างการเดินทาง
ไปปีเตอร์ฮอฟ เรามารู้จักกับ เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กกันนิดหน่อยก่อน จากชื่อเมืองก็บ่งบอกถึงกษัตริย์
ที่เป็นผู้นำในการตัดสินใจย้ายเมืองหลวงขึ้นมาทางทิศเหนือ จัดเป็น 1 ในกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของประเทศรัสเซีย
"พระเจ้าปีเตอร์มหาราช" และยังเป็นผู้สร้างพระราชวังฤดูร้อนปีเตอร์ฮอฟ (Peterhof) หรือ เปโตรควาเรสต์ อยู่ในอ่าวฟินแลนด์ เป็นสถานที่แห่งแรกของโปรแกรมเช้านี้นั่นเอง ไฮไลท์ของพระราชวังแห่งนี้ อยู่ที่ น้ำพุ
น้ำตก มีการลดหลั่นกัน 27 ชั้น ทะลุออกไปยังทะเลบอลติก ตรงกลางน้ำพุ จะมีรูปปั้นแซมซันที่กำลังฉีกปาก
สิงโตอยู่ สีทองของรูปปั้นนั้นแวววาว ตัดกับสีน้ำทะเล ทำให้ลานน้ำพุแห่งนี้ มีความงาม สะดุดสายตา
นักท่องเที่ยวที่มายืนพระราชวังฤดูร้อนปีเตอร์ฮอฟแห่งนี้ ส่วนด้านหลังของสถานที่นี้ เราได้พบเจอกับความ
อลังการด้านในพระราชตำหนัก เพราะนอกจากจะห้ามถ่ายรูปแล้ว ยังต้องใส่พลาสติกครอบรองเท้าเพื่อกันฝุ่น
สิ่งก่อสร้างในพระราชวังเปโตรควาเรสต์แห่งนี้ คือ การผสมผสานของศิลปะ และสถาปัตยกรรม แบบเรอเนซองส์
บาร๊อค และคลาสสิค พระราชวังฤดูร้อนแห่งนี้แม้จะสร้างขึ้น ในสมัยพระเจ้าปีเตอร์มหาราช แต่ก็มีการตกแต่ง
เพิ่มเติมเรื่อยมา โดยเฉพาะในสมัยพระนางอลิสเบธ จนถึงช่วงสงครามครั้งที่ 2 วิหารเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก
ถูกทหารเยอรมัน ยุคจักรวรรดินาซี ล้อมไว้นานถึง 900 วัน ก่อนที่ทหารเยอรมันจะถอยหลังกลับไป เป็นโชคดี
ที่รัฐบาลรัสเซียได้เก็บทรัพย์สมบัติอันมีค่าภายในพระราชวังนี้ไว้ก่อนแล้ว ก่อน ที่จะได้รับความเสียหายจาก
สงคราม รวมถึงรูปปั้นแซมซั่นที่กำลังฉีกปากสิงโต โดดเด่นกลางลานน้ำพุด้วย
และออกเดินทางไปยังจุดหมายต่อไป ซึ่งเล็งไว้ว่าเป็น พระราชวังฤดูหนาว หรือ ตอนนี้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์
เฮอร์มิเทจนั่นเอง พิพิธภัณฑ์เฮอร์มิเทจ กล่าวได้ว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ทีรวบรวมศิลปะอันล้ำค่ามากมายที่
พระนางเจ้าแคทเธอรีนมหาราชทรงเป็นผู้สะสมไว้จนถึงปัจจุบัน พิพิธภัณฑ์เฮอร์มิเทจแห่งนี้มีผลงานศิลปะ
อันล้ำค่าอยู่ถึง 3 ล้านชิ้น ทำให้เราไม่สามารถชมทุกส่วนของพิพิธภัณฑ์เฮอร์มิเทจแห่งนี้ได้ครบ
ต้องเลือกในส่วนที่เราสนใจ โดยมีศิลปะหลากหลายแนวตั้งแต่อิมเพรสชันนิซึม(อิมเพรสชันนิสม์),
โพสต์อิมเพรสชันนิสม์ รวมถึงรูปปั้นแกะสลัก ฝีมือไมเคิล แองเจโล เป็นต้น
หลังจากเดินเที่ยวจนเหมื่อย ก็ขอไปดูโชว์เกี่ยวกับการแสดงพื้นเมืองทีพระราชวังนิโคลัส เป็นการปิดฉาก
วันที่สอง Saint Petersburg ลงไปอย่างสวยงาม
| วันที่สามของบันทึกการเดินทาง วันนี้โปรแกรมค่อนข้างแน่นมากๆ เริ่มจาก "โบสถ์หยดเลือด" ที่เป็นอนุสรณ์สถานของ พระเจ้าอเลกซานเดอร์ที่ 2 ซึ่งพระองค์ถูกลอบปลงพระชนน์ โดยขบวนการใต้ดินในขณะนั้น ต่อมาพระเจ้าอเลกซานเดอร์ที่ 3 จึงโปรดให้สร้างโบสถ์นี้ขึ้นมา เพื่อเป็น ที่ระลึกถึงพระบิดา จึงเป็นที่มาของโบสถ์ทรงโดม ลักษณะของโบสถ์นี้มีสีสันสดใส |
สถาปัตยกรรมแห่งนี้ อ้างอิงตามรูปโฉมของพระเจ้าอลิซาเบส ให้สีทองแทนสีผม สีฟ้ามาจากสีตา ส่วนสีขาว
คือ สีผิวของพระเจ้าอลิซาเบส จากนั้นพอมีเวลาผ่านไปชมเรือรบหลวงออโรร่าที่ใช้ในสมัยโบราณของรัสเซีย
ซึ่งปลดระวางไปแล้ว
ปัจจุบันมีการดัดแปลงเป็นพิพิธภัณฑ์แทน วันนี้เร่งรีบเป็นพิเศษเพราะโปรแกรมช่วงเช้าแน่นมากๆ เลย
ไม่รอช้า...ต่อที่ป้อมปีเตอร์ ปอล เป็นที่ของวิหารเซนต์ปีเตอร์ เซนต์ปอล ซึ่งเป็นสถานที่เก็บพระศพของซาร์
ซาร์นา แห่งราชวงศ์โรมานอฟเกือบทุกพระองค์ รวมถึงห้องที่บรรจุพระศพของพระเจ้าซาร์ฟิโคลัสที่ 2
พร้อมครอบครัว และคนสนิท ที่ปลงพระชนม์เมื่อมีการล้มล้างระบอบกษัตริย์ ห้องนี้จึงเปรียบเสมือนอนุสรณ์
สถานแห่งสุดท้ายของราชวงศ์โรมานอฟ หลังจากศึกษาความเป็นมาของราชวงศ์โรมานอฟเสร็จแล้ว
สถานที่สุดท้ายของช่วงเช้านี้เป็น มหาวิหารเซนต์ไอแซคเป็นโบสถ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศรัสเซีย ใช้เวลาสร้างยาวนานถึง 40 ปี แต่สิ่งที่น่าแปลใจคือ วิธีการวางรากฐานของโบสถ์เป็นการใช้เสาไม้ใหญ่ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 12" สูง 6.50 เมตร ทั้งหมด 10,762 ต้น โดยมีแบบจำลองอยู่ด้านในของโบสถ์ ส่วนเสาหินด้านหน้าก็อลังการไม่แพ้กัน เส้นผ่านศูนย์กลาง 1.80 เมตร กันเลยทีเดียว สมกับที่ ใช้แรงงานคน มากมาย มีระยะเวลายาวนานในขณะก่อสร้าง ส่วนลวดลายทั้งด้านใน และด้านนอกก็สวยงามเป็นอย่างมาก เป็นโบสถ์ที่ชาวรัสเซียภูมิใจมาก เหนื่อยและเพลียกะช่วงเช้าแบบตะลอนทัวร์โบสถ์เป็นที่เรียบร้อย
ช่วงบ่ายก็เดินทางสู่เมืองพุชกิ้น พระราชวังฤดูร้อนของพระนางแคนเทอรีนเป็นผลงานชิ้นเอกของ Rastvelli แต่พระนางอลิซาเบสเป็นคนสร้างสรรค์ ความสวยงามในสไตส์บารอค พระราชวังแห่งนี้สร้างขึ้นในสมัยของ
พระนางแคทเธอรีนที่ 1 ไฮไลท์ของพระราชวังฤดูร้อน เมืองพุชกิ้น คือ ห้องอำพันอันโด่งดัง ทั้งห้องตกแต่ง
ด้วยอำพัน ตั้งแต่ผนังจรดเพดาน น่าเสียดายที่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 พระราชวังแห่งนี้ได้รับความเสียหาย
มาก ถึงแม้ว่าชาวรัสเซียจะทำการขนย้ายสิ่งของมีค่าบางส่วนไปเก็บไว้ แต่อำพันในห้องอำพันอันเลื่องลือนี้
ไม่สามารถขนย้ายไปได้ จึงทำให้ห้องอำพันนี้สูญหายไประหว่างกองทัพนาซีบุกเข้ามา
ในปัจจุบันประเทศรัสเซียบูรณะพระราชวังแห่งนี้ขึ้นมาใหม่ ส่วนห้องอำพันนี้ยังไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์ดังเดิม แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงความสวยงามในอดีตได้เป็นอย่างดี หลังจากชื่นชมความงามของพระราชวังฤดูร้อน
พุชกิ้น ก็ยังเหลือเวลาให้ขาช้อปเดินเล่นซื้อของพื้นเมืองที่ถนนหน้าพระราชวังอย่างสนุกสนาน ก่อนกลับมา
ที่พักเก็บแรงไว้เดินทางไปมอสโคว์ในวันพรุ่งนี้ต่อไป
วันที่สี่ของบันทึกการเดินทาง วันนี้เริ่มต้นแต่เช้าตรู่ โดยต้องจับไฟลท์เช้าเพื่อบินกลับไปมอสโคว์ เพราะ
โปรแกรมวันนี้ เราจะเดินทางไปศาสนสถานแห่งเมืองซากอรส์ ที่ใหญ่เก่าแก่ที่สุดของรัสเซีย ซึ่งในภาษารัสเซีย
เมืองนี้มีชื่อ "โซโลโตเย โคลโซ" เพื่อไปดูโบสถ์เก่าแก่ ที่สร้างเมื่อศตวรรษที่ 14 โดยนักบุญ เซร์จีอุส
เมื่อเดินทางเข้าไปข้างในของเขตศาสนสถานแล้วหญิงชาวรัสเซีย ต้องใช้ผ้าคลุมผมตามความเชื่อ
โบสถ์ที่ทุกๆ คนแวะเข้าไปสักการะคือ โบสถ์โฮลี่ ทรินิตี้ซึ่งทุกๆ วันจะมีแถวยาวของ คริสต์ศาสนิกชนผู้ศรัทธา
ยืนต่อแถวยาวเหยียดเพื่อเข้าไปสักการะโรงศพของนักบุญเซอร์จีอุส เมื่อเข้าไปข้างในโบสถ์โฮลี่ ทรินิตี้ ต้อง
งดการใช้เสียง เนื่องจากยังมีการทำพิธีทางศาสนา ส่วนอีกโบสถ์หนึ่งที่พลาดไม่ได้ คือ โบสถ์อัสสัมชัญ ที่สร้างโดยพระเจ้าอีวาน รูปแบบคล้ายมหาวิหารอัสสัมชัญที่เครมลิน โดยเป็นรูปโคมสีฟ้า ภายในจะมี
ภาพไอคอนของนักบุญมากมาย หลังจากเที่ยวชมศาสนสถานแล้วด้านหน้าจะมีถนนคนเดินซึ่งมีงาน Handmade ของศิลปินพื้นบ้าน มาตั้งขายเรียงราย เต็ม 2 ข้างทางเป็นแหล่งละลายเงินรูเบิลได้เป็นอย่างดี
ก่อนจะกลับเข้ามอสโคว์ เพื่อพักผ่อนที่โรงแรม Alfa Hotel โรงแรมนี้น่ารัก ตรงชื่อตึกทุกตึกจะเป็นชื่อ
ของรัสเซีย ทั้ง Alfa,beta,gamma ข้างๆดรงแรมยังมี Super Market ไว้สำหรับซื้อของฝากอีกด้วย โดยเฉพาะวอดก้าที่เป็นของขึ้นชือของรัสเซีย มีให้เลือกมากมายหลายแบรนด์ ช้อปเพลินเลย
วันที่ห้าของบันทึกการเดินทาง เช้านี้จะท่องเที่ยวอยู่รอบๆ พระราชวังเครมลิน วิหารเซนต์เบซิลโดยจะเข้า
ชมพิพิธภัณฑ์อาร์เมอร์รี่เป็นที่เก็บสะสมทรัพย์สมบัติของพระเจ้าแผ่นดินทั้งบัลลังก์เพชร, มงกุฎ, คฑา รวมถึง
ไข่ฟาแชร์เซ่ ของซาร์นิโคลัสที่ 2
จากนั้นมีเวลาเดินเที่ยวชมปืนใหญ่พระเจ้าซาร์เก่าแก่ของรัสเซียรวมถึงเขตจัตุรัสวิหาร โดยมีโบสถ์อัสสัมชัญ
เป็นไฮไลท์ โดยเป็นที่ฝังศพของเจ้าคณะสังฆราชแห่งมอสโคว์ ภายในมีภาพชุดปูนเปียกพระแม่มารี มีความ
สวยงาม ถัดมาตรงกึ่งกลางจะมีหอระฆังอีวาน โดยระฆังทั้ง 21 ใบ จะส่งเสียงดังกังวานในวันสำคัญทางศาสนา
โปรแกรมถัดมาจะเป็นการเดินชม ถนนอารบัต ซึ่งเป็นย่านการค้าของประเทศรัสเซีย โดยจะมีศิลปิน นั่งวาดรูป
อยู่ข้างทาง ถ้าใครชื่นชอบงานศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นสีน้ำ สีน้ำมัน รวมถึงภาพสเกตช์ ถนนนี้มีให้เลือกมากมาย
ก่อนจะไปทัวร์ที่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินแห่งมอสโคว์ ที่อยู่ลึกลงไปประมาณตึก 2 ชั้น สถานที่แห่งนี้เป็นสถานีที่
มีความงดงามมาก เพราะแต่ละสถานีจะตกแต่งด้วยลักษณะต่างกัน สถานีที่ถูกใจเราที่สุดคงเป็น
สถานีคอมโซโมลสกายา ซึ่งมีทั้งแชมโคลียนลวดลายที่เพดานรวมถึงสีเหลืองนวลตา ทำให้ประทับใจใน
ความอ่อนช้อยของสถานีนี้เป็นที่สุด
ปิดท้ายวันนี้โดยการไปชมละครสัตว์ที่......ซึ่งเป็นโรงละครสัตว์เก่าแก่ของรัสเซีย
วันที่หกของบันทึกการเดินทาง วันสุดท้ายของตอนเช้าที่ประเทศรัสเซีย เวลาผ่านไปเร็วมากๆ เหมือน
เช่นเคย เฮ้อ... โปรแกรมสำหรับวันนี้หนีไม่พ้นจัตุรัสแดง อันเป็นสัญลักษณ์ของประเทศรัสเซีย ซึ่งมี
เซนต์บาซิลตั้งตระหง่านคอยทักทายนักท่องเที่ยวที่มาเยือนในทุกๆ วัน และก็ไม่เคยทำให้นักท่องเที่ยวอย่างเรา
ผิดหวัง ยอดโดมด้านบนนั้นมีสีสันสดใสสวยงาม สมยานาม "โบสถ์สีลุกกวาด" จริงๆ ถึงแม้เรื่องราวการก่อสร้างจะฟังแล้วโหดร้ายไปสักหน่อยสำหรับสถาปนิกผู้ออกแบบวิหารแห่งนี้ เพราะทั้งหมด
โดนควักลูกตาทั้ง 2 ข้างออกไป เมื่อสร้างเซนต์บาซิลเสร็จ สาเหตุของการโดนควักลูกตาออก เนื่องจาก
พระเจ้าอิวานไม่ต้องการให้ใครสามารถสร้างวิหารที่สวยงามเท่าเทียมที่นี่ได้อีกนั่นเอง แม้เรื่องราวจะน่า
สะพรึงกลัวไปบ้าง แต่บอกได้เลยว่าใครมาเยือนจัตุรัสแดงนี้แล้วละก็ต้องประทับใจในความงามของ
ประเทศรัสเซียแน่ๆ ไม่เฉพาะแค่เซนต์บาซิล ที่จัตุรัสแดงนี่ยังมี หอนาฬิกา ซาวเออร์ ที่บนยอดที่ทับทิมหนัก
20 ตัน ประดับอยู่ รวมถึงพิพิธภัณฑ์แห่งประเทศชาติรัสเซีย
อ้อ..ถ้าเดินตรงมาอีกสักหน่อยจะมี หลัก K M O อยู่ด้วย ใครที่มีโอกาสได้มาเยือนจัตุรัสแดง อย่าลืมมอง
หากันล่ะ ถ้ายังพอมีเวลาเหลือก็สามารถเดินเข้าไปจับจ่ายกันได้ที่ห้องสรรพสินค้าถูก อยู่ในบริเวณจัตุรัสแดง
เริ่มบ่ายคล้อยๆ แล้ว เราไปชมมหาวิหารเซนต์ซาเวียร์ ซึ่งเป็นอนุสรณ์สถานที่รัสเซียชนะสงครามกับนโปเลียน
ข้างในประดับประดาด้วยภาพเขียน รูปแกะสลักอันงดงาม ก่อนจะจบทริปด้วยสแปร์โอว์ฮิลลี ซึ่งเป็นยอดเขา
ที่เราสามารถชมความงามของมอสโคว์ได้ในมุมสูง จบทริปทัวร์รัสเซียด้วยความประทับใจ หวังว่าจะมีโอกาส
มาเที่ยวที่นี่อีกครั้ง
ที่มา: หน้านี้กู้คืนจากสำเนาเว็บไซต์เดิมใน Internet Archive (8 สิงหาคม 2559)
