โทร 02 294 5857

หน้าแรก › ทริปการท่องเที่ยว › บันทึกการเดินทาง › เกาหลีใต้ ดินแดนแห่งแฟชั่น ความบันเทิง และวัฒนธรรมร่วมสมัย

เกาหลีใต้ ดินแดนแห่งแฟชั่น ความบันเทิง และวัฒนธรรมร่วมสมัย

เผยแพร่เมื่อตุลาคม 2556

เกาหลีใต้ ดินแดนแห่งแฟชั่น ความบันเทิง และวัฒนธรรมร่วมสมัย

ทัวร์เกาหลีใต้ ดินแดนแห่งแฟชั่น ความบันเทิง และวัฒนธรรมร่วมสมัย

เกาหลีใต้ เป็นอีกหนึ่งประเทศที่คนไทยต่างให้ความสนใจเดินทาง ทั้งไปเองหรือไปกับทัวร์เกาหลี เพื่อการท่องเที่ยวและช้อปปิ้งเป็นจำนวนมาก เพราะประเทศเกาหลีใต้มีความสะดวกสบายในการเดินทาง ผู้คนมีอัธยาศัยดีเป็นกันเอง มีความคล้ายคลึงกับประเทศไทยมาก ประกอบกับอุณภูมิที่อบอุ่นจนถึงหนาวเหน็บ ทำให้สามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ทุกฤดูตลอดทั้งปี....กระแสภาพยนต์ไทยและละครจากประเทศเกาหลีใต้ สถานที่ท่องเที่ยว อันหน้าตื่นตาตื่นใจ อีกทั้งอาหารการกิน ล้วนแต่ชักชวนให้ไปลิ้มลอง

เกาหลีใต้...สนามบินอินชอล

จากสนามบินสุวรรณภูมิ เราเลือกใช้บริการเที่ยวบินที่ ZE512 ซึ่งออกจากสนามบินเวลา 22:25น. ใช้เวลาในการบินไปยังกรุงโซลประมาณ 5ชม.ก็ถึงจุดหมายปลายทาง สนามบินอินชอล เวลาตี3 พอผ่านจากตม.มาได้ ก็ได้เวลาเที่ยวเต็มที่แล้ว อ่อ! เกือบลืมปรับนาฬิกาเพราะเวลาเกาหลีใต้จะเร็วกว่าประเทศไทย 2ชัวโมง ไม่งั้นเดี๋ยวเวลานัดจะพลาด
อากาศที่นี่เริ่มเข้าหน้าหนาว ช่วงเช้า6โมงครึ่งอุณภูมิประมาณ -3องศา เทียบกับบ้านเราแล้วมันคือหนาวมาก!!! แฟชั่นตอนนี้เลยเป็นเสื้อโค๊ตกันหนาว หรือเสื้อขนเป็ดซะเป็นส่วนใหญ่ ที่แรกที่เราจะไปคือเกาะนามิ จากสนามบินอินชอลใช้เวลาในการเดินทางประมาณ ชั่วโมงเศษๆ เราเลยแวะเติมพลังก่อน ถือสุภาษิตที่ว่ากองทัพต้องเดินด้วยท้อง^^
เริ่มต้นด้วยเมนูแรกที่จะรับศึกหนักในหน้าหนาวนี้คืออุด้ง เสริฟมาพร้อมเครื่องเคียงที่ขาดไม่ได้สำหรับคนเกาหลีคือกิมจิและผักดอง สำหรับเราแล้วอุด้งหน้าตาอาจดูธรรมดาไปนิดแต่ด้วยความที่อากาศข้างนอกหนาวมากๆบวกกับได้น้ำซุปร้อนๆที่มีความหวานของน้ำต้มกระดูกหมู ทำให้คลายความหนาวไปได้เยอะ มื้อนี้สร้างความประทับใจได้เกินคาด ออกมานอกร้านเหลือบไปเห็นซุ้มกาแฟ....มันคือกาแฟ "The ขั้นเทพ" ชื่อร้านเค้าจริงๆนะ แต่เสียดายร้านปิดไม่งั้นจะได้ลองว่าขั้นเทพของเกาหลีรสชาติจะเป็นยังไง^^
หลังจากที่เติมพลังงานกันเป็นที่เรียบร้อย เราก็มุ่งหน้าสู่เกาะนามิ ท่าเรือที่จะข้ามไปเกาะนามิด้านหน้าจะมีร้านค้าและ
ร้านอาหารมากมาย สำหรับคนที่ยังไม่ได้ทานอะไรมาก็สามารถหาของทานเล่นรองท้องกันได้ที่นี่ ภายในเรือที่ข้ามไป
ยังเกาะจะเป็นเหมือนห้องกระจกปิดทั้ง4ด้าน สามารถมองทะลุเห็นวิวได้อากาศภายในจะอุ่นสบาย แต่เรายอมโต้ลม
รับความหนาวเพื่อชมวิวสวยๆ ใช้เวลาอยู่ในเรือประมาณสิบห้านาที ก็ถึงเกาะ

เกาหลีใต้...เกาะนามิ

ที่นี่นักท่องเที่ยวเยอะมาก มีทั้งไทยบ้างจีนบ้าง และคนเกาหลีเองก็ปนๆกันไป บรรยากาศของเกาะที่นี่ ร่มรื่นทัศนียภาพที่สวยงามมีทิวสนริมทางเดิน เราก็เดินชมนกชมไม้มาเรื่อยๆเพลินๆประมาณซัก500เมตร ก็จะได้เห็นพระเอกและนางเอกของเรายืนกอดกันกลมดิ๊กโดนเด่นท่ามกลางความหนาว นักท่องเที่ยวต่อคิวกันถ่ายรูปคู่กันอยากสนุกสนาน
เราเองก็ไม่พลาดที่จะถ่ายรูปกะเค้าด้วย หลังจากชมวิวถ่ายรูปพอหอมปากหอมคอ เราก็นั้งเรือข้ามฟากหลับมา
เพื่อทานข้าวแล้วไปยังอุทยานแห่งชาติซอรัคซาน ต่อ อาหารมื้อนี้จะเป็นทัคคาลบี หรือไก่ บาบีคิวผัดซอลเกาหลีอาหารเลื่องชื่อของเมืองชุนชอน มีวิธีปรุงง่ายๆเริ่มต้นด้วยการนำเนื้อไก่ ผัก ผัดกับซอสบาบีคิวเกาหลีในกระทะแบนวิธีการทานจะทานแบบเมี่ยงคำ โดยห่อกับผักกาดแก้วเกาหลี เมื้อทานระยะนึงใกล้หมดจะนำข้าวสวยและสาหร่ายแห้งมาผัดรวมกันในกระทะพร้อมทั้งได้เพิ่มอีกเมนูที่เรียกว่า ดักคาลบิโปคิม

เกาหลีใต้...อุทยานแห่งชาติซอรัคซาน

คราวนี้ต้องรีบหน่อย เพราะต้องใช้เวลาเดินทางประมาณ3ชั่วโมง ระหว่างเดินทางใกล้ถึงอุทยาน ก็มีขึ้นเขาคดเคี้ยววนกันไปประมาณ20นาทียิ่งเราเมารถง่ายๆอยู่ ก็มึนกันไปใหญ่ ก็ถึงอุทยานแห่งชาติซอรัคซาน ที่นี่อากาศเย็นทีเดียวแถมยังลมแรงด้วยเลยเพิ่มความหนาวเป็นพิเศษ หน้าทางเข้าก็มีของทานเล่นขายกันอีกเหมือนเคย ที่ขายดีและเป็นที่นิยมมากในหมู่นักท่องเที่ยวเห็นจะเป็นข้าวโพดและเกาลัดร้อนๆ พอผ่อนคลายความหนาวไปบ้าง เข้ามาในอุทยานสิ่งแรกที่ได้เห็นก็คือ รูปปั่นหมีเด่นสง่า คอยต้อนรับนักท่องเที่ยวอยู่ เป็นจุดที่(เกือบ)ทุกๆคนต้องมาถ่ายรูป ประมาณว่า...มาถึงซอรัคซานแล้วนะเฟร้ยยย!!! ถ่ายพี่หมีเรียบร้อยต่างคนต่างก็รีบจ้ำขึ้นกระเช้าเนื่องจากความหนาว ในกระนี้นักท่องเที่ยวต่างเต็มใจเบียดเสียดกันขึ้นกระเช้า เพราะไม่อยากรอรับความหนาว ในกระเช้ารอบนี้เลยอบอุ่นเป็นพิเศษ ไม่ถึงสิบนาทีก็ถึงข้างบนที่เป้นจุดชมวิวของอุทยานอยากจะบอกว่าข้างข้างลมว่าแรงแล้วข้างบนลมแรงกว่าอีก แต่พอได้เห้นวิวแล้ว
ก็คุ้มค่าจริงๆ นึกว่ามองภาพวาดวิวสวยๆอยู่ แต่เนื่องด้วยโปรแกรมของวันนี้เรามีค่อนข้างแน่นมากก็เลยอยู่กันพักเดียวแล้วลงจากกระเช้าแล้วไปต่อกันที่ดินแดนแห่งตุ๊กตาหมี

เกาหลีใต้...เท็ดดี้แบร์ฟาร์ม

เท็ดดี้แบร์ฟาร์ม ที่นี่เปิดเวลา 10.00น. - 6.00น. ปิดทุกวันพุธ ค่าเข้าชมคนละ ห้าพันวอน เปิดประตูเข้ามาจะเห็นตุ๊กตาหมีนับร้อยๆตัว ตั้งเรียงรายจับกลุ่มกันทำกิจกรรมต่างๆ แต่งตัวตามงานเทศกาลบ้าง แต่ชุดพื้นเมือนของแต่ละประเทศบ้าง ต่างคนต่างแยกย้ายกันไปถ่ายรูปอย่างสนุกสนาน ใครสนใจที่จะซื้อกลับไปเป็นของที่ระลึกทางร้าน
ก็มีโซนขายอยู่ หลังจากเพลิดเพลินกับการถ่ายรูปมาทั้งวัน ก็ไปพักทานอาหารพื้นเมืองของเกาหลีชื่อว่า แฮมุนทัง
(คล้ายๆสุกี้หรือโป๊ะแตกทะเล) มีปูหอยกุ้งและผักสดๆต้มในหม้อไฟร้อนๆและที่ขาดไม่ได้ เครื่องเคียงของเกาหลี
คือกิมจอและผักดอกต่างๆ ที่มีให้เลือกชิมกันทุกมื้อ เท่าที่ลองชิมมา แต่ละร้านรสชาติจะแตกต่างกันออกไป
บางร้านเปรี้ยวนำ บางร้านเผ็ดนำ มื้อนี้ประทับใจเพราะได้กิน อาหารทะเลสดๆ ผักสดๆ น้ำซุปร้อนๆ คลายความหนาว
เย็นไปแบบปริดทิ้ง ได้เวลากลับที่พักนอนเอาแรกก่อนที่จะเริ่มลุยกันใหม่ในวันพรุ่งนี้

ทัวร์เกาหลี DAY 2...

เป้าหมายที่แรกสำหรับวันนี้ ที่เราจะไปคือเอเวอร์แลนด์ สวนสนุกในฝันที่เก่าแก่ที่สุดในเกาหลี ใช้เวลาเดินทาง
ประมาน2 ชม ก็ถึงหน้าเอเวอร์แลนด์หลังจากที่ได้ตั๋วแล้วอย่าเพิ่งทิ้ง ควรเก็บไว้ให้ดีเพราะว่าเวลาที่เราจะเล่น
เครื่องเล่น บางชนิดเราต้องใช้บัตรนี้แสดงแก่เจ้าหน้าที่ ช่วงนี้สวนสนุกจะจัดตกแต่งธีมของวันคริสต์มาสสวยงามมาก
จุดถ่ายรูปที่คนนิยมถ่ายคือต้นไม้ยักษ์ ประดับประดาไปด้วยรูปกวาง โบว์แดง และลูกบอล ทำให้เด่นสง่าอยู่กลาง
เอเวอร์แลนด์ จุดถ่านรูปเก๋ๆน่ารัก มีมากมายตามทางเดินในเราเลือกถ่ายรูปกันได้อยากเต็มที่ เครื่องเล่นต่างๆมีเยอะมาก
และคนเข้าคิวเล่นก็มากเช่นเดียวกัน แต่คงจะไม่มากเท่าวันหยุดเพราะเราไปวันพฤหัสบดีเครื่องเล่นบางชนิดคิวเลยบางตา จะมีเพียงเครื่องเล่นยอดฮิตบางชนิดเท่านั้นที่คิวหนาแน่น ยิ่งจำพวกเครื่องเล่นหวาดเสียวทั้งหลาย ก็เป็นหนึ่งในจำนวนเครื่องเล่นที่คิวยาว และเป็นเป้าหมายของเราเช่นกัน เราเลือกที่เล่น T-Expressเพราะว่าเป็นเครื่องเล่นหวาดเสียวที่สุด ซึ่งได้สถิติใช้เวลาวิ่งนรกนานสุดในเอเชีย 3 นาที เราเดินชมวิวถ่ายรูปไปเรื่อยๆไม่ไกลก็ถึง หรือว่าใครจะนั่งกระเช้าไปก็ได้แล้วแต่สะดวก พอไปถึงก็ไม่ผิดกับที่คิดไว้คิวยาวมากหน้าสถานที่เครื่องเล่นจะมีเวลาในการรอคิวบอกไว้ด้วย ของเราใช้เวลา70นาทีไหนๆก็มาแล้วลองเล่นดูซักหน่อย.....

เกาหลีใต้...เอเวอร์แลนด์

เล่นเสร็จมาลมแทบจับ ช่วงแรกให้เราหาใจหายคอก่อน พอตอนรถไฟขึ้นทางชันแล้วหลังจากนั้นก็ทิ้งดิ่งสุดๆ ประมาเกือบๆ90องศาเห็นจะได้ ตอนดิ่งลงมาเหมือนตัวลอยๆวูบๆ ขึ้นๆลงๆแบบนี้ประมาณ4-5รอบ ช่วงเวลา3นาทีชีวิตเหมือนแขวนอยู่บนเส้นด้ายT_T แต่คุ้มค่ากับที่รอคอย หลังลงมาก็ถ่ายรูปนิดหน่อย ก็ได้เวลาไปไปต่อที่ Kimchi School หรือสถาบันสอนทำกิมจิ ซึ่งเป็นวิธีถนอมอาหารของเกาหลี ที่สามารถเก็บผัดสดไว้ได้นานเกือบครึ่งปี มีอาจารย์สอนทำ ให้เราลงมือทำตาม แล้วยังสามารถนำกลับเป็นของฝากได้อีกด้วย ในตึกเดียวกันนี้มีสตูดิโอสำหรับถ่ายภาพในชุดฮันบก คือชุดประจำชาติเกาหลี เราก็ไม่พลาดอีกเช่นเคย ภายในห้องจะมีฉากภาพวาดบนกำแพงยุคสมัยก่อนของเกาหลี ให้เลือกเยอะเลย บางคนก็จับกลุ่มกันเลือกเสื้อผ้า เครื่องประดับ บางคนแต่งตัวเร็วหน่อยก็ได้จับจองฉากถ่ายภาพสวยๆในการถ่ายรูปถ่ายรูปกันซักพักใหญ่ๆ เราก็นั้งรถมาถ่ายรูปต่อที่ พิพิธภัณฑ์3มิติ Trick Eye Museumภาพบริเวณฝาผนัง เป็นเหมือนภาพลวงตา บางภาพก็เหมือนทะลุออกมาจากภาพ ภาพลวงตาเหล่านี้ยังทำให้เราเข้าไปมีส่วนร่วมในภาพนี้อีกด้วย งานนี้ขึ้นอยู่ที่ไอเดียบวกทักษะการโพสต์ท่าว่าใครจะเจ๋งกว่ากัน แต่ถ้าเกิดคิดไม่ออก โดยแต่ละภาพจะมีคำแนะนำเรื่องตำแหน่งการยืน เพื่อจัดวางท่าต่างๆแปะเอาไว้ข้างภาพด้วยเหมือนกันในนี้มีภาพเป็นร้อยๆภาพให้เราเลือก
แอคติ้งกันบวกกับแอร์ที่เย็นฉ่ำทำให้สามารถสนุกกับการสร้างสรรท่าทางได้เป็นวันๆกันเลยทีเดียว

เกาหลีใต้...พิพิธภัณฑ์ 3 มิติ

หลังจากที่ได้สนุกสนานกับการถ่ายภาพกันมาทั้งวันแล้ว เรามาแวะทานอาหารเย็นกันที่ย่าน ฮงแด เป็นย่านที่มีมหา
วิทยาลัยฮงอิกตั้งอยุ่ยานนี้เต็มไปด้วยร้านเสื้อผ้าร้านอาหารมากมายโดยเฉพาะคลับส่วนร้านอาหารที่เราทานนั้นจะเป็นสไตล์ปิ้งย่างบาบีคิวอย่างที่บอกไปร้านนี้ที่อยู่ใกล้มหาวิทยาลัยอีกทั้งเป็นร้านแบบบุฟเฟย์ราคาไม่แพงมากนักคนในร้านจึงคับคั่งไปด้วยนักศึกษา รายการอาหารมีทั้งเนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อไก่ และอาหารทะเล เรียกได้ว่ามื้อนี้ทานกันอย่างเต็มที่เลยทีเดียว

เกาหลีใต้...บูลเฮาส์


ทัวร์เกาหลี DAY 3...

วันนี้ตื่นแต่เช้าเช่นเคย เพื่อจะได้เดินหน้าท่องเที่ยวได้อย่างเต็มที่โดยจุดหมายในช่วงเช้าจะอยุ่ที่ ศูนย์โสมของรัฐบาลเกาหลี ที่อยากมาที่นี่เพราะอยากเห็นโสมจริงๆ ที่รูปร่างเหมือนคนมากๆมีแบ่งแยกผู้หญิงผู้ชายด้วย ใครที่ดูแลร่างกาย บำรุ่งสุขภาพ การทานอาหารเสริมวิตามิน ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง หรือซื้อกลับไปเป็นของฝากผู้หลักผุ้ใหญ่ที่รักและเคารพนับถือได้ด้วย เพราะโสมที่นี่ได้รับการรองรับคุณภาพจากรัฐบาลเกาหลีจึงมั่นใจได้ว่าเป็นของดีแท้และมีคุณภาพ
จากนั้นเราเดินทางไปต่อกันที่ บูลเฮาส์ ทำเนียบของประธานาธิบดีเกาหลีใต้ซึ่งไม่ไกลจากศูนย์โสมจึงแวะไปถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกับ อนุเสาวรีย์นกฟีนิกซ์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความอมตะ และรอบด้านของสถานที่แห่งนี้ยังมีวิวทิวทัศน์อันสวยงามประกอบด้วย ภูเขาหัวมังกร วงเวียนน้ำพุ ซึ่งที่ตั้งของบูลเฮาส์เองจัดว่าเป็นจุดที่มีฮวงจุ้ยที่ดีที่สุดของกรุงโซล

เกาหลีใต้...พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจำลอง

เรานั้งรถเดินทางกันไปต่อประมาณ10นาที ก็ถึงพระราชวังเคียงบ๊อคคุง เป็นพระราชวังไม้ที่เก่าแก่ที่สุดสร้างในสมัยพระราชวงศ์โชซอน บัตรค่าเข้า สามพันวอน ช่วงเช้าๆคนจะไม่ค่อยมากเท่าไร พื้นที่กว้างขวางพระราชวังมีอยู่มากมายหลายหลังให้เราเลือกถ่ายภาพ ตัวพระราชวังนี้สร้างแบบศิลปะจริงๆสีสรรสวยงามเน้นใช้สีเขียว ตัดแดงและเหลืองหลังคาเป็นสีน้ำเงินออกแบบทรงเฉพาะตัวแตกต่างจากของญี่ปุ่น ภายในพระราชวังมีพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านที่จำลองวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเกาหลีในสมัยโบราณรวมทั้งวัฒณธรรมประเพณีต่างๆ ภายในจะมีศิลปะแบบภาพวาดและปูนปั้นรวมทั้งข้าวของเครื่องใช้วัตถุโบราณมากมาย

เกาหลีใต้...พระราชวังเคียงบ๊อคคุง

ยังอินกับโสมในช่วงเช้านี่อยู่ มื้อกลางวันเราเลยจัดทาน Sam-gyetang หรือไก่ตุ๋นโสมซึ่งเป็นอาหารวังในสมัยก่อน เค้าจะเลือกใช้ไก่อายุ45วัน เอามาตุ๋นกับโสมเกาหลีภายในตัวไก่จะมีข้าวเหนียวและรากโสม พุทราแดง เวลากินจะใส่เส้นขนมจีนในถ้วยไปด้วย รสชาติจะคล้ายๆซุปไก่ มีน้ำจิ้มเครื่องเคียงเยอะมื้อนี้เลยเป็นมื้อที่แปลกและอร่อยอีกทั้งบำรุงกำลังให้มีแรงเดินเที่ยวต่อ นั่งรถแปบเดียวเราก็มาถึง Cosmetic Shop เป็นศูนย์กลางการขายเครื่องสำอางของเกาหลีที่มีให้เลือกหลายแบรนด์เนมที่เป็นของเกาหลีเอง รวมทั้งของที่นำเข้ามาจากทั่วโลกดูกันไปทดลองกันไปอย่าง
เพลิดเพลินจับจ่ายกันพองาม เพราะยังมีตึกใกล้ๆจะเป็นสินค้าปลอดภาษีที่ดิวตี้ฟรี ให้เราได้เลือกซื้อมากมายเช่น น้ำหอม เสื้อผ้า เครื่องสำอาง เครื่องประดับต่างๆ ล้วนแต่เป้นสินค้าแบรนด์เนมทั้งนั้นซื้อที่นี่น่าจะถูกกว่าเมืองไทยมากพอสมควร หลังจากที่ช้อปปิ้งกันมาพอหอมปากหอมคอแล้ว เราก็เดินจากที่จอดรถข้ามถนนลงอุโมงค์ใต้ดินเดินต่ออีกแปบเดียวก็ถึง คลองซองเกชอน เป็นคลองที่สวยงาม ยิ่งตกดึกจะเล่นแสงสีต่างๆ ยิ่งทำให้สวยขึ้นเป็นพิเศษเดิมทีเป็นคลองที่เก่าแก่
มีอายุกว่า600ปี ทอดผ่านใจกลางเมืองหลวง ต่อมาได้มีการพัฒนาบูรณะคลองแห่งนี้ขึ้นมาใหม่ให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว ทำให้กรุงโซลมีคลองที่กว้างกว่า6เมตรที่มีน้ำใสสามารถเห็นปลาที่กำลังแหวกว่ายหลากหลายพันธุ์ วันที่เรามา คลองนี้เค้าจัดกิจกรรม Ginseng festival หรือเทศกาลโสม มีร้านค้าขายสินค้าเกี่ยวกับโสมหลากหลายชนิด และมีการแสดงดนตรีพื้นเมืองด้วย

เกาหลีใต้...คลองซองเกซอน

แต่ดูได้แปบเดียวเพราะต้องรีบไปหอคอยกรุงโซล Seoul Tower หรือคนเกาหลีนิยมเรียกว่า Namsan Tower เพราะว่าสร้างอยุ่บนภูเขานัมซันในกรุงโซล จากจุดที่รถจอดเรายังต้องเดินขึ้นเขาต่อไปอีก ทางเดินจะทำเป็นเนินถนนให้เราเดินถึงไปได้อย่างสะดวก ซักประมาณ500เมตรก็ถึง สถาณที่ ที่เป็นตำนานการคล้องกุญแจแห่งความรัก คู่รักจะเขียนชื่อลงไปในแม่กุญแจแล้วคล้องกุญแจ กดล็อกปุ๊บก็คว้างลูกกุญแจทิ้งไปยังข้างล่าง ให้ความรักสองเราคงอยู่คุ่กันตลอดไป
เดินชมซักพักก็ได้เวลาไปต่ออีกที่ทงแดนมุน ซึ่งเราจะพักทานข้าวกันที่นั้นเลย มื้อนี้เราได้ลองทานบิบิมบับกับชาบูชาบู บิบิมบับคือข้าวยำเกาหลีที่เอาข้าวสวยจัดวางคู่กับผักต่างๆเช่น ถั่วงอก ผักกาดเห็ดหอม สาหร่าย ไข่และหมูสับ นำมาคลุกในชามเผาไฟร้อนๆเยาะด้วย โกกุจัง ซอสแดงสูตรเฉพาะของทางร้าน รสชาติออกเผ็ดนิดๆ อร่อยสไตล์เกาหลี ทานพร้อมกับชาบูชาบู สุกี้เสิร์ฟบนหม้อไฟพร้อมด้วยหมูสไลด์ นุ่มๆที่เติมได้ไม่อั้น แถมยังมีผักสดๆหลายชนิดและเส้นอุด้งมื้อนี้เลยอิ่มอร่อยถูกปากและถูกใจหลายต่อหลายคน หลังจากที่กินอิ่มเป็นที่เรียบร้อย เรามาช้อปปิ้งต่อกันที่ ทงแดนมุน
ย่านนี้จะมีห้าง3ห้างใหญ่ด้วยกันคือ Doota, Migliore,Hello aPM ซึ่งแต่ละห้างนี้จะขายเสื้อผ้าเป็นบล็อกคล้ายๆ
แพตตินั่มบ้านเรา ตามร้านที่อยู่ริ่มถนนข้างทางก็มีของขายให้เลือกซื้อเยอะเหมือนกันโดยเฉพาะเสื้อผ้า รองเท้ามีให้เลือกซื้ออย่างจุใจ

เกาหลีใต้...โซลทาวเวอร์

ทัวร์เกาหลี DAY 4...

วันนี้เป็นวันแห่งการช้อปปิ้งล้วนๆ เริ่มด้วยที่แรกที่เราจะไปนั้นคือ ศูนย์สมุนไพร เท่าที่ฟังมาได้ใจความว่า
สมุนไพรฮอกเก็ตนามูช่วนบำรุงตับ และคนเกาหลีนิยมกินกันเพื่อลดอาการเมาค้าง คนพูดก็เริ่มสาธิตเราสมุนไพรตัวนี้มาใส่ในน้ำอัดลมสีดำ เห็นได้ชัดเจนเลยว่า น้ำเปลี่ยนสีเป้นสีใสขึ้น เหมือนกับว่าสีดำของน้ำอัดลมมันจะตกตะกอนรวมตัวกันที่ก้นขวดก็แปลกดี ซักพักเราไปต่อยังตึกใกล้กันนี่เอง เป็นโรงงานเจียรไนพลอยอเมทิส เป็นพลอยสีม่วงที่ชาวเกาหลี
เชื่อกันว่าเป็นพลอยแห่งสุขภาพและนำโชค โดยมีการสาธิตกรรมวิธีการเจียรรไนพลอยให้เราดูว่ากว่าจะเป็นเครื่องประดับที่เราใส่ มีการขั้นตอนอย่างไรบ้าง หลังจากจบการสาธิตก็ให้เวลาได้จับจ่ายเช่นเคย โดยมีให้เลือกหลายเกรด หลายราคาให้เราได้เลือกตามอัธยาศัยและแล้วก็ถึงเวลามื้อสุดท้ายที่เกาหลี คือไก่ตุ๋นสมุนไพรอาหารมื้อนี้อร่อยอย่างไม่น่าเชื่อ
ถึงหน้าตาจะไม่น่าทานเท่าไร แต่รสชาติสุดยอด ออกจะคล้ายๆรสพะโล้นิดๆหวานๆอร่อย ใส่มัน เห็ด แครอทและวุ้นเส้น (วุ้นเส้นเค้าจะเป็นแบนๆใหญ่ๆ คล้ายกับเส้นผัดไทยบ้านเรา แต่ใสและเหนียวนุ่มกว่า)มื้อนี้เติมได้ไม่อั้นเช่นเคยเรียกได้ว่ามื้อนี้กินกันจนแทบกลิ้งออกนอกร้านเลยทีเดียว เติมพลังกันเสร็จเราก็ไปต่อกันที่ ร้านละลายเงินวอน ใครที่เหลือเหรียญต้องรีบใช้ให้หมด เพราะว่าที่ไทยร้านแลกเงินเค้าไม่รับแลกเหรียญ เลยต้องรีบจัดการเหรียญให้หมดอย่าให้เหลือซาก เข้ามาที่ตึกโดยเริ่มที่ชั้น2 พอเข้ามาก็มีขนมให้ชิมตามซุ้มต่างๆ ชิมไป ซื้อไปว่ามีขนมอะไรอร่อยๆบ้าง ใครอยากซื้อมาม่าเกาหลี โซจูขวดพลาสติก ขนมลอตเต้ ช็อคโกแลต นมกล้วย ที่นี่มีขายหมด ช้อปกันเสร็จก็ลงมาจ่ายที่เคาเตอร์ชั้น1 แถมยังมีบริการแพ็คของใส่ลังให้ด้วยอีกต่างหาก

เกาหลีใต้...ร้านละลายเงินวอน

แล้วเราก็มุ่งหน้าต่อก็สนามบินอินชอนเพื่อเดินทางกลับเที่ยวบินที่ ZE 511ทริปนี้เป็นอีกทริปหนึ่งที่เราได้เรียนรู้วัฒนธรรม ภาษา ชีวิตความเป็นอยู่ ตลอดจนความสนุกสนานตื่นตาตื่นใจ สถานที่ที่ได้กล่าวมานี้ เป็นที่ที่เมื่อไปถึงเกาหลีไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง

ที่มา: หน้านี้กู้คืนจากสำเนาเว็บไซต์เดิมใน Internet Archive (7 ตุลาคม 2556)