โรงกลั่นเหล้าอะวาโมริ (Chuko Awamori Factory)
เผยแพร่เมื่อพฤษภาคม 2558
เหล้าอะวาโมริ ของขึ้นชือชาวโอกินาว่า
"โรงกลั่นเหล้าอะวาโมริ" ที่ทำมาจากข้าวไทย และข้าวหมักโอกินาว่าเมื่อครั้งเป็นราชอาณาจักรริวกิว ซึ่งได้รับ
การถ่ายทอดวิธีการหมักเหล้าจากไทย และปัจจุบันมีโรงเหล้า กลั่นเหล้าขาวมากกว่า 50 แห่ง นอกจากนี้ยังมี
สรรพคุณที่ป้องกันอาการเส้นเลือดแข็งตัว
เหล้าอะวาโมริ (Awamori) ถือเป็นเหล้ากลั่นที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น เครื่องดื่มคู่บ้านคู่เมืองของชาวโอกินาว่าชนิดนี้
เกิดขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 15 ตั้งแต่สมัยที่อาณาจักรริวกิวยังรุ่งเรือง โดยบรรพบุรุษดั้งเดิมของเหล้าอะวาโมริ คือ
เหล้าโรงของชาวสยาม ที่ชาวริวกิวรับเทคนิคการกลั่นเหล้าไปในครั้งที่ล่องเรือทำการค้าระหว่างกัน วัตถุดิบหลัก
ในการผลิตเหล้าอะวาโมริ คือ ข้าวไทย ซึ่งแม้ปัจจุบันรูปแบบการผลิตเหล้าอะวาโมริจะเปลี่ยนแปลงไปบ้าง
แต่วัตถุดิบหลักก็ยังเป็นข้าวที่สั่งนำเข้าจากไทยไม่เปลี่ยนแปลง
ชาวโอกินาว่าเชื่อว่า หากดื่มเหล้าอะวาโมริในอัตราส่วนที่เหมาะสม จะก่อประโยชน์แก่ร่างกาย เพราะมีสรรพคุณ
ช่วยเรื่องการไหลเวียนเลือด และป้องกันภาวะหัวใจล้มเหลว เหล้าอะวาโมริของแต่ละโรงกลั่น แต่ละภูมิภาค
จะมีลักษณะเฉพาะต่างกัน บางแห่ง เช่น เกาะโยนะกุนิ ผลิตเหล้าอะวาโมริที่มีแอลกอฮอล์ผสมอยู่ถึง 60 ดีกรี
เรียกว่า Hanazake ในขณะที่หลายแห่งนิยมใส่งูพิษฮาบุลงไปดองในเหล้าเพื่อเพิ่มสรรพคุณทางยา
เหล้าอะวาโมริที่เก็บไว้นานตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป เรียกกันในภาษาท้องถิ่นว่า Kusu ซึ่งหากเก็บไว้นานรสชาติของ
เหล้าอะวาโมริจะยิ่งนุ่มขึ้นเรื่อยๆ หลายบ้านที่มีลูกชายนิยมซื้อเหล้าอะวาโมริฝากเก็บไว้ในถ้ำ พร้อมเขียน
วันเดือนปีเกิดของเด็กเอาไว้ เมื่อลูกชายถึงวันก้าวพ้นวัยตอนอายุ 20 ก็จะนำเหล้าอะวาโมริที่เก็บไว้มาเปิดฉลองกัน
อ่านต่อแหล่งท่องเที่ยวในโอกินาว่าที่ อาชิบิน่า เอาท์เลตมอลล์
ที่มา: หน้านี้กู้คืนจากสำเนาเว็บไซต์เดิมใน Internet Archive (8 สิงหาคม 2559)
